klongkaew2

Just another WordPress.com site

อัครศิลปิน

อัครศิลปินแห่งสยาม 

“คนที่ทำงานศิลปะก็ต้องรู้เรื่องวิชาการ และรู้หลักทางวิท

 

 

 

 

 

คีตราชัน

ยาศาสตร์ เพื่อจะได้เป็น  พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 24 กุมภาพันธ์ 2529

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนอกจากจะมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศไทยอย่างล้นเหลือแล้ว พระองค์ท่านยังมีความเป็นเลิศทางด้านงานศิลปะในหลายแขนง ทั้งด้านดนตรี การถ่ายภาพ ด้านจิตรกรรม ด้านวรรณกรรม และหัตถกรรม      ผลงานของพระองค์นั้นถือว่าจัดอยู่ในระดับยอดเยี่ยม จนได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “อัครศิลปิน” ที่แปลว่า “ผู้มีศิลปะอันเลอเลิศ”หรือ”ผู้เป็นใหญ่ในศิลปิน” เป็นศิลปินแห่งศิลปินที่ยังความปลาบปลื้มให้แก่พสกนิกรชาวไทยเป็นยิ่งนัก

พระราชอัจฉริยภาพด้านดนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
หาใช่ปรากฏเฉพาะในสายตาปวงชนชาวไทยเท่านั้น หากแต่นานาประเทศ
ต่างก็ยอมรับว่าพระองค์ท่านมีความสามารถทางด้านดนตรีไม่เป็นที่สองรองใคร
โดยพระองค์ท่านได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลง “แสงเทียน” ขึ้นเป็นเพลงแรก
ในปี พ.ศ. 2489 จนถึงปัจจุบันรวมทั่วสิ้นกว่า 43 เพลง โดยมีบทเพลงที่คนไทย
คุ้นเคย อาทิ ชะตาชีวิต ยามเย็น ใกล้รุ่ง พรปีใหม่   นอกเหนือจากการพระราชนิพนธ์เพลง พระองค์ยังทรงพระปรีสามารถในการทรงเครื่องดนตรีหลายชนิด โดยมีเครื่องดนตรีที่โปรดปราน เช่น แซกโซโฟน คลาริเน็ต และทรัมเป็ต นอกจากนี้ยังทรงกีตาร์และเปียโนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย โดยพระองค์ท่านได้ทรงดนตรีกับนักดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับโลกมากมาย อาทิ เบนนี่ กู๊ดแมน (Benny Goodman)ยอดนักคลาริเน็ตชื่อก้องโลก หลุยส์ อาร์มสตรอง(Louis Armstrong)นักเป่าทรัมเป็ตชื่อกระฉ่อนโลก แจ็ก ทีการ์เด้น (Jack Teagarder)นักตีระนาดเหล็กสากล สแตน เก็ตส์ (Stan getz) นักเป่าแซกโซโฟนชื่อดัง   นนท์ บูรณสมภพ หนึ่งในสมาชิกของวงดนตรีอ.ส.วันศุกร์ ตำแหน่งแซกโซโฟน เล่าว่า เรื่องของพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของพระเจ้าอยู่หัวนั้นสืบเนื่องมากจากพระองค์ทรงมีความรักในดนตรี โดยแนวเพลงที่ทรงโปรดปรานคือดนตรีแจ๊ซ ดิ๊กซีแลนด์ ซึ่งเป็นแจ๊ซที่มีจังหวะตื่นเต้นครื้นเครงสนุกสนาน ส่วนเพลงคลาสสิกก็ทรงโปรดเช่นกัน
“สำหรับเรื่องพระปรีชาของพระองค์ท่านนั้น เป็นที่ล่วงรู้กันดีอยู่แล้วในวงการนักดนตรี พระองค์ท่านทรงซ้อมดนตรีทุกค่ำวันศุกร์และวันอาทิตย์ กับวง อ.ส.วันศุกร์ ชื่อวง อ.ส.วันศุกร์มาจากคำว่าพระที่นั่งอัมพรสถาน เป็นที่ออกอากาศครั้งแรกของวง เพราะทรงต้องการให้ประชาชนมีช่องทางติดต่อกับพระองค์ได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องผ่านขั้นตอนตามพิธี และพระองค์ท่านยังทรงทำความสะอาดเครื่องดนตรีด้วยพระองค์เอง
เพลงทุกเพลงที่พระราชนิพนธ์ขึ้นล้วนมีความหมายในตัว อย่างเพลง “พรปีใหม่” ซึ่งพระราชทานเนื่องในวันปีใหม่ เพลง “เราสู้” พระราชทานแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ โดยขณะพระราชนิพนธ์เพลง มีความสนพระราชหฤทัยที่จะค้นคว้าอย่างลึกซึ้งด้านดนตรี นอกจากนี้พระองค์ท่านยังทรงเชี่ยวชาญเครื่องดนตรีหลายๆ ประเภทอย่างที่รู้จักกันดีและเป็นเครื่องดนตรีที่ทรงโปรดก็คือ “แซกโซโฟน” ที่พระองค์ท่านเล่นได้ไพเราะที่สุดยากหาใครเสมือนซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปทั้งในประเทศและหมู่ชาวต่างชาติ”

ด้านดนตรี

พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวทรงพระปรีชาสามารถในการทรงเครื่องดนตรีหลายชนิด เช่น เปียโน, แซกโซโฟน, คลาริเน็ต, ทรัมเป็ต, กีตาร์ ฯลฯ ทรงสนพระทัยในวิชาดนตรีอย่างจริงจัง และศึกษาอย่างลึกซึ้งจนถึงการเขียนโน้ตและการบรรเลงแบบคลาสสิก นอกจากนี้ยังทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้ถึง 48 เพลง โดยบรรเลงในรูปแบบต่างๆ มากมาย ทั้งในลีลาของเพลงแจซซ์ คลาสสิก เพลงสมัยนิยม บทเพลงขับร้อง ในบางคราวยังใช้พลังแห่งเสียงดนตรีเพื่อสร้างและให้เป็นกำลังใจแก่ประชาชน เช่น เพลง’เราสู้’ และเพลง ‘ความฝันอันสูงสุด’ โดยบทเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกก็คือ ‘แสงเทียน’ ในขณะที่มีพระชนมายุเพียง 18 พรรษา

ในจำนวนบทเพลงพระราชนิพนธ์ทั้ง 48 เพลงนั้น มีเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองก่อน และใส่เนื้อร้องภาษาอังกฤษภายหลัง 5 เพลง คือ แว่ว (Echo), ในดวงใจนิรันดร์ (Still on My Mind), เตือนใจ (Old Fashioned Melody), ไร้เดือน (No Moon) และเกาะในฝัน (Dream Island) ส่วนเพลงที่พระราชนิพนธ์คำร้องก่อน และใส่ทำนองภายหลัง คือ ความฝันอันสูงสุดและเราสู้ เพลงที่พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เฉพาะทำนองเพลง และโปรดฯ ให้ผู้อื่นประพันธ์เนื้อเพลง มีทั้งสิ้น 41 เพลง ได้แก่

1.แสงเทียง (Candlelight Blues)
2.ยามเย็ย (Love at Sundown)
3.สายฝน (Falling Rain)
4.ใกล้รุ่ง (Near Dawn)
5.ชะตาชีวิต (H.M. Blues)
6.ดวงใจกับความรัก (Never Mind the H.M. Blues)
7.มาร์ชราวัลลภ (Royal Guards March)
8.อาทิตย์อับแสง (Blue Day)
9.เทวาพาคู่ฝัน (Dream of Love Dream of You)
10.คำหวาน (sweet Words)
11.มหาจุฬาลงกรณ์
12.แก้วตาขวัญใจ (Lovelight in My Heart)
13.พรปีใหม่
14.รักคืนเรือน (Love Over Again)
15.ยามค่ำ(Twilight)
16.ยิ้มสู้ (Smiles)
17.มาร์ชธงไชยเฉลิมพล
18.เมื่อโสมส่อง (I Never Dream)
19.ลมหนาว (Love in Spring)
20.ศุกร์สัญลักษณ์ (Friday Night Rag)
21.Oh I say
22.Can’t You Ever See
23.Lay Kram Goes ฏรปรำ
24.ค่ำแล้ว (Lullaby)
25.สายลม (I Think of You)
26.ไกลกังวล (When)
27.แสงเดือน (Magic Beams)
28.ฝัน (Somewhere Somehow)
29.มาร์ชราชนาวิกโยธิน
30.ภิรมย์รัก (A Love Story)
31.Nature Waltz
32.The Hunter
33.Kinari Waltz
34.แผ่นดินของเรา (Alexandra)
35.พระมหามงคล
36.ยูงทอง
37.เกษตรศาสตร์
38.เรา-เหล่าราบ ๒๑
39.Blues for uthit
40.รัก
41.เมนูไข่

จิตรกรรมฝีพระหัตถ์


ในปี พ.ศ. 2507 พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เด็จเยือนประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลก และในวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2507 สถาบันการดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนา (The Institute of Music and Arts of the City of Vienna) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาและสมาชิกกิตติมศักดิ์หมายเลขที่ 21 แด่พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัว และจารึกพระนามาภิไธยของพระองค์ลงบนแผ่นหินสลักของสถาบัน ทรงเป็นชาวเอเชียพระองค์แรกที่ทรงได้รับการถวายพระเกียรตินี้


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สนพระราชหฤทัยงานด้านจิตรกรรม
ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และทรงศึกษาด้วยพระองค์เอง ทรงฝึกเขียนเอง
และทรงศึกษาจากตำราต่าง ๆ เมื่อสนพระราชหฤทัยงานเขียน
ของศิลปินผู้ใด ก็จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมศิลปินผู้นั้น
ถึงที่พักเพื่อทอดพระเนตรวิธีการทำงานของเขา ไม่ว่าจะเป็นวิธีการ
ผสมสี ตลอดจนเทคนิควิธีการต่างๆ พระองค์ทรงนำวิธีการทำงาน
ของเขามาสร้างสรรค์งานของพระองค์ขึ้นใหม่ให้เป็นแบบฉบับของ
พระองค์เอง
หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ ได้บรรยายไว้ในหนังสือจิตรกรรมฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทรงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มเขียนภาพเหมือนซึ่งเหมือนจริงและละเอียดมาก แต่ต่อมาได้ทรงวิวัฒน์เข้ากับภาพของจิตรกรสมัยใหม่และทรงค้นคว้าหาทางใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่จะแสดงออกซึ่งความรู้สึกของพระองค์โดยไม่ต้องกังวลกับความเหมือนอันจะมีอิทธิพลบีบบังคับไม่ให้ปล่อยความรู้สึกออกมาได้อย่างอิสระ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นศิลปินโดยแท้ ทรงชื่นชมในงานของศิลปินอื่นเสมอ และดูจะไม่เคยทรงพอพระราชหฤทัยกับภาพเขียนของพระองค์ และวิธีการที่ทรงเคยใช้อยู่แล้ว และแม้ว่าโปรดที่จะค้นคว้าหาวิธีใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ

ภาพฝีพระหัตถ์ของพระองค์ก็ยังคงเค้าลักษณะอันเป็นแบบฉบับของพระองค์โดยเฉพาะ ขณะที่ทรงวาดภาพนามธรรมที่มองไม่เห็น และจับต้องไม่ได้ แต่เป็นสาระ ดังเช่น ภาพที่พระราชทานชื่อว่า วัฏฏะ,โลภะ,โทสะ,ยุแหย่,อ่อนโยน, บุคลิกซ้อน ก็ยังทรงเขียนรูปในลักษณะสวยงามน่ารัก กระจุ๋มกระจิ๋มได้ดีอีกด้วย ทั้งที่ไม่สู้จะตรงกับพระราชอัธยาศัยเท่าใดนัก ในฐานะจิตรกร ขณะทรงงานทรงใส่อารมณ์และความรู้สึกของจิตรกรอย่างเต็มที่ทรงมีความรู้สึกตรงและรุนแรง ทรงใช้สีสดและเส้นกล้า ส่วนมากโปรดเส้นโค้ง แต่ในบางครั้งบางคราวก็มีข้อดลพระราชหฤทัยให้ทรงใช้เส้นตรงและเส้นแบบฟันเลื่อย”

ด้านจิตรกรรม


พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวสนพระราชหฤทัยในงานจิตกรรมมาตั้งแต่ยังประทับอยู่เมืองโลซานน์ โดยเริ่มต้นจากการซื้อหนังสือเกี่ยวกับศิลปะมาศึกษาด้วยพระองค์เอง ภายหลังที่เสด็จฯ ขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงเริ่มเขียนภาพอย่างจริงจังเมื่อราวปี พ.ศ.2502 โดยทรงใช้เวลายามว่างจากพระราชภาระกิจในตอนค่ำ
พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างสรรค์งานศิลปะจิตรกรรมไว้มากพอสมควร ซึ่งจิตรกรรมฝีพระหัตถ์นั้นสามารถจำแนกได้ 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
    ภาพเหมือนจริง (Realistic) ทรงเริ่มงานจิตรกรรมจากภาพเหมือนจริงซึ่งภาพที่ทรงเขียน ส่วนมากจะเป็นพระสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอทุกพระองค์ ซึ่งมักจะเป็นภาพเขียนครึ่งพระองค์เป็นส่วนใหญ่
  ภาพเอ็กซเพรสชันนิสม์ (Expressionism) เป็นงานที่ทรงพัฒนาขึ้นจากการสร้างสรรค์งานแนวเหมือนจริง ซึ่งศิลปะแนวนี้เน้นการแสดงออกทางความรู้สึกอย่างฉับพลันของศิลปิน
ภาพศิลปะแนวนามธรรม (Abstractionism) เป็นงานที่แสดงออกของพระอารามณ์และความรู้สึกอย่างอิสระ ปราศจากรูปทรงและเรื่องราว    ภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมพระเจ้าอยู่หัว ได้ร่วมแสดงในงานศิลปะหัตถกรรมแห่งชาติ 4 ครั้ง
: งานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 14
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2504
: งานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 15
วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2504
: งานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 16
วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2504
: งานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 17
วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2504
ในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี กรมศิลปากรได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดนิทรรศการฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ณ พิพธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2525

นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2508 มหาวิทยาลัยศิลปากรยังได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาจิตรกรรม แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า หลังจากปี พ.ศ. 2510 ด้วยพระราชภาระกิจมากมายที่มีต่อประเทศชาติและประชาชน จึงมิได้สร้างสรรค์งานจิตรกรรมเพิ่มขึ้นอีกเลย รวมภาพฝีพระหัตถ์จิตรกรรมที่เผยแพร่ให้ประชาชนได้ชื่นชมในอัจฉริยภาพทั้งสิ้น 47 ภาพ และที่ยังไม่เคยเผยแพร่อีกจำนวน 60 ภาพ

ด้านประติมากรรม

พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาค้นคว่าเทคนิควิธีการต่างๆ ในงานประติมากรรมด้วยพระองค์เองทั้งการปั้น การหล่อ และการทำแม่พิมพ์ ผลงานประติมากรรมฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวเป็นประติมากรรมแบบลอยตัว (Round Relief) เก็บรักษาไว้ในตู้บนพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต 2 ชิ้นคือ
ชิ้นที่ 1 รูปปั้นหญิงผู้เปลือยคุกเข่า ความสูง 9 นิ้ว ทรงปั้นด้วยดินน้ำมัน
ชิ้นที่ 2 พระรูปปั้นครึ่งพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ความสูง 12 นิ้ว ทรงปั้นด้วยดินน้ำมัน
นอกจากนี้ผลงานประติมากรรมแบบลอยตัวแล้ว พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวยังทรงสนพระราชหฤทัยในการสร้างพระพุทธรูปอีกด้วย
เดือนมีนาคม พ.ศ. 2508 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปปางประทานพร ภปร.
เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2508 มีพระราชดำริให้สร้างพระพิมพ์ส่วนพระองค์โดยโปรดเกล้าฯ ให้แกะแบบแม่พิมพ์ด้วยหินลับมีด แล้วหล่อเป็นปูนปลาสเตอร์ ต่อจากนั้นทำแม่พิมพ์ด้วยขี้ผึ้งหล่อจากรูปหล่อปูนปลาสเตอร์ พระพิมพ์ชุดนี้รู้จักกันในนาม ‘พระสมเด็จจิตรลดา’ หรือ ‘พระกำลังแผ่นดิน’
เดือนตุลาคม พ.ศ. 2508 ได้มีพระราชประสงค์ที่จะทรงทดลองหล่อพระเศียรพระพุทธรูปด้วยพระองค์เองจากแบบพระพุทธรูปปางประทานพร ภปร. ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว เริ่มแรกทรงหล่อจากเศียรลงมาถึงพระอุระในระยะต่อมาจึงทรงหล่อท่อนล่างต่อจนครบองค์ แม้แต่ละส่วนจะแยกกันหล่อ แต่ปรากฎว่าทรงต่อได้เรียบเนียนตลอดทั้งองค์พระ  ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2509 ทรงหล่อพระพุทธนวราชบพิตร ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว จำนวน 100 องค์ เพื่อพระราชทานไปประดิษฐานยังจังหวัดต่างๆ
ในระยะหลัง พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชภาระกิจมากจนไม่มีเวลาที่จะทรงสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมอีก แต่อย่างไรก็ตามผลงานฝีพระหัตถ์ที่ผ่านมาล้วนแสดงถึงพระอิจฉริยภาพในเชิงประติมากรรมได้อย่างชัดเจน

ด้านงานหัตถกรรม

พระอัจฉริยภาพด้านงานหัตถกรรมในพระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวมีพื้นฐานจากเมื่อทรงพระเยาว์ โปรดที่จะประดิษฐ์ของเล่นต่างๆ ด้วยพระองค์เอง เช่น เครื่องร่อง และเรือจำลอง เป็นต้น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเล่าประทานไว้ในหนังสือ ‘เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์’ ว่า พระบาทสมพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มสนพระทัยการต่อเรือตั้งแต่ยังประทับอยู่โลซานน์
“…ได้เริ่มทำเรือต่างๆ ด้วยไม้ เช่น แบบเรือรบที่ไม่มีขาย ในระยะนั้นกำลังทำเรือใบใหญ่พอสมควร ใบก็เย็บเองด้วยจักร เสร็จแล้วก็เหลือแต่การทาสี เมื่อเริ่มไปแล้วก็พอดีเป็นเวลาที่กำลังจะตัดสินใจว่าจะอพยพออกไปจากสวิตเซอร์แลนด์ ทรงเล่าว่าทุกคนก็ถามอย่าล้อๆ ว่า เรือจะแห้งทันไหม”
ดังกล่าวถึงในพระอัจฉริยภาพด้านกีฬาไว้แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดกีฬาเรือใบ และทรงได้ยอดเยี่ยมจนได้รางวัลเหรียญทองในการแข่งขันระดับนานาชาติ แต่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ทรงมีพระปรีชาสามารถในเชิงช่าง ทรงออกแบบและต่อเรือใบประเภทต่างๆ ได้อย่างประณีตงดงาม
ม.จ. ภีศเดช รัชนี เล่าประทานไว้ในหนังสือ ‘ชีวิตชั้นๆ’ ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์จะต่อเรือด้วยพระหัตถ์เอง เพราะว่าที่โรงเรียนก็ทรงงานด้านช่างไม้ ม.จ. ภีศเดชจึงกราบบังคมทูลแนะนำว่าควรต่อเรือใบประเภท Enterprise เนื่องจากในเวลานั้นมีแล่นอยู่ในเมืองไทยหลายลำ โดยรับสั่งให้มาร่วมกันทำเป็นโครงการ Joint Project
ม.จ. ภีศเดช จึงทรงจัดการหาไม้ยมหอม ไม้อัด กาวชนิดทนน้ำ เครื่องมือช่างไม้ และแผนผังต่อเรือ โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงต่อของพระองค์เองลำหนึ่ง และ ม.จ. ภีศเดชก็ทรงต่ออีกลำหนึ่ง

“ผมสังเกตการณ์อยู่ก็ได้ทรงเห็นว่าทรงกระทำสิ่งแปลกๆ ที่น่าเสียวไส้ เช่น จะเจาะช่องสำหรับเอาคานเรือติดกับขอบกราบ จะต้องใช้ความประณีตผมผู้ได้ต่อเรือใบมาแล้ว 3 ลำ จะค่อยๆ เลื่อยขอบคาน แล้วเอาสิ่วค่อยๆ เจาะเป็นช่องที่คานว่าจะเข้าไปได้พอดี แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยสร้างเรือมาก่อนไม่ทรงทำอย่างนั้น ทรงเลื่อยขอบคานเฉียงๆ สองตอน ทรงเอาสิวจดลงเฉียงๆ เหมือนกัน แล้วเอาค้อนตอก โป้งเดียวเสร็จ เมื่อทดพระเนตรเห็นผมเลื่อมใสมากด้วยใจจริง จึงทรงสอนวิธีพระราชทาน”

*ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์

การถ่ายภาพเป็นงานศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชำนาญ ไม่ว่าจะเป็นกล้องธรรมดาหรือกล้องถ่ายภาพยนตร์ และการถ่ายภาพสไลด์ ก็เป็นงานอดิเรกที่โปรดมาก พระองค์สนพระราชหฤทัยมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งดำรงพระฐานันดรศักดิ์เป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ยามเมื่อตามเสด็จพระราชดำเนินสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชนิวัติประเทศไทยคราวใด ก็จะเห็นพระองค์ทรงสะพายกล้องถ่ายรูปบันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ ทุกแห่งที่ได้เสด็จฯ ไป เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ก็ทรงฉายพระรูปสมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และบันทึกภาพประชาชน ภาพเหตุการณ์ต่างๆมายมาก
นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังเชี่ยวชาญแม้กระทั่งการล้างฟิล์ม การอัด ขยายภาพ ทั้งภาพขาวดำและภาพสีนับเป็นพระปรีชาที่ยากจะหาใครเสมอเหมือน โดยพระองค์ทรงจัดทำห้องมืด (DarkRoom) ขึ้นในบริเวณชั้นล่างของตึกที่ทำการสถานีวิทยุ อ.ส. ด้วยพระราชประสงค์ที่จะทรง “สร้างภาพ” ให้เป็นศิลปะถูกต้องและรวดเร็วด้วยพระองค์เอง
ทั้งนี้ เมื่อทรงครองราชย์แล้วไม่ว่าจะเสด็จไปเยี่ยมราษฎร ณ ที่แห่งใด จะสังเกตเห็นว่าจะทรงมีกล้องถ่ายรูปอยู่ข้างพระวรกายเสมอ โปรดการถ่ายภาพสถานที่ทุกแห่ง เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบงานที่ได้ทรงปฏิบัติ

ด้านการถ่ายภาพ


ทรงโปรดศิลปะการถ่ายภาพมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ สมเด็จพระบรมราชนนีทรงซื้อกล้องถ่ายรูปยี่ห้อ Coronet Midget ให้ทรงศึกษาด้วยพระองค์เอง เมื่อพระชนมายุราว 8 พรรษา ซึ่งเป็นกล้องที่ไม่มีเครื่องวัดแสงในตัวเอง การถ่ายจึงต้องอาศัยความชำนาญอย่างมาก
นอกจากนี้ยังทรงล้างอัดขยายภาพด้วยพระองค์เอง ทั้งภาพขาวดำและสี และทรงเป็นนักคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ ครั้งหนึ่งทรงใช้แว่นกรองแสงเป็นแผ่นใส ส่วนบนเป็นสีฟ้า ส่วนด้าล่างเป็นสีแสด ทำให้เมื่อถ่ายภาพออกมาจะได้ภาพที่งดงามแปลกตา และการคิดค้นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่มีบริษัทผลิตกล้องและอุปกรณ์ถ่ายรูปใด คิดค้นแว่นกรองแสงดังกล่าวขึ้นใช้มาก่อน  ภาพถ่ายของพระองค์นั้น นอกจากเป็นการถ่ายภาพเพื่อศิลปะและความงดงามแล้ว ยังเป็นการเก็บข้อมูลเพื่อเป็นการพัฒนาอีกด้วย เช่น ภาพภูมิประเทศที่เหมาะกับการสร้างเขื่อนฝ่ายต่างๆ หรืออย่างเมื่อคราวน้ำท่วมกรุงเทพฯ ได้ทรงถ่ายภาพจุดสำคัญๆ ไว้เป็นหลักฐานการวางแผนป้องกันการน้ำท่วมทางเฮลิคอปเตอร์ ภาพถ่ายระหว่างทรงทำงานเหล่านี้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนและแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปี พ.ศ. 2514 สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเข็มทองคำศิลปะภาพถ่ายแด่พระองค์

ราชสมาคมถ่ายภาพแห่งราชอาณาจักร (The Royal Photographic Society of Great Britain) ๆด้กราบบังคมทูลทรงให้เชิญดำรงตำแหน่งสมาชิกกิติมศักดิ์ของราชสมาคม และสมาคมสหพันธ์ศิลปะการถ่ายภาพนานาชาติ (Fe’diration Internationale de I’art Photographic หรือ FIAP) ทูลเกล้าฯ ถวายเกียรติบัตรสูงสุดเพื่อสดุดีพระเกียรติคุณว่าทรงเป็นสมาชิกกิตติมาศักดิ์ที่มีพระปรีชาสามารถเป็นเลิศในศิลปะการถ่ายภาพ (Honoray Excellent FIAP)

*ตามรอยพ่อแห่งแผ่นดิน
ณ หออัครศิลปินถิ่นเลิศล้ำ

“หออัครศิลปิน” จังหวัดปทุมธานี ก่อตั้งโดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติองค์ในหลวง เนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี เพื่อแสดงผลงานอันทรงคุณค่าทางด้านศิลปะ และวัฒนธรรมของพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็น “อัครศิลปิน”

ภายในหออัครศิลปินแบ่งส่วนเป็นห้องตามศิลปะประเภทต่างๆของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และบรรดาเหล่าศิลปินแห่งชาติผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมแขนงต่างๆ เช่น วรรณกรรม หัตถกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีการจัดแสดงพระราชประวัติ และพระอัจฉริยภาพ มีอยู่ 2 ห้อง คือบริเวณชั้น 2 และบนชั้น 3

ในชั้น 2 เป็นการนำเสนอในรูปแบบวิดีโอเป็นจำนวน 9 ตอน แต่ละตอนบ่งบอกถึงพระปรีชาด้านต่างๆ อาทิ ด้านหัตถกรรม ที่นำเสนอพระปรีชาสามารถในการสร้างเรือใบ “ซูเปอร์มด” ด้วยภาพถ่ายดูราแทน แบบจำลองเรือใบซูเปอร์มด ด้านวรรณศิลป์และวาทศิลป์ ที่นำเสนอพระปรีชาสามารถด้านการทรงใช้ภาษาในงานวรรณกรรมของพระองค์ จัดแสดงผลงานพระราชนิพนธ์ติโต นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ พระมหาชนก และทองแดง

ส่วนบนชั้น 3 ก็เป็นอีกห้องหนึ่งที่นำเสนอเรื่องราวของอัครศิลปิน โดยผ่านสื่อวิดีทัศน์ นำเสนอภาพความเป็นอัครศิลปินที่รายล้อมด้วยศิลปินแห่งชาติ ภาพความเป็นมิ่งขวัญแก่ศิลปินทุกแขนง นอกจากนี้ยังมีพระราชดำรัส และพระราชสมัญญา “อัครศิลปิน” มีการนำเสนอเป็นภาพนิ่ง และสื่อมัลติมีเดีย จัดแสดงผลงานด้านคีตศิลป์ และภาพฝีพระหัตถ์ที่หาชมได้ยาก

สำหรับจุดสำคัญของหออัครศิลปินคงจะหนีไม่พ้นที่ประดิษฐานบุษบกไม้ประดับกระจกปิดทอง ภายในบุษบกประดิษฐานพระราชลัญจกร ประจำพระองค์รัชกาลที่ 9 จำลอง บนพานแว่นฟ้า นั้นเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะ “อัครศิลปิน” ฐานโดยรอบบุษบก

*ท่องขุมทรัพย์ดนตรี ที่หอสมุดแห่งชาติ

ใครก็ตามที่เคยนั่งรถผ่านไปหอสมุดแห่งชาติ แถวย่านวชิรพยาบาล คงจะเคยเห็นอาคารรูปทรงแปลกประหลาดขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บริเวณหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งอาคารหลังนี้ก็คือ “หอเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” ที่ภายในตัวอาคารเมื่อเข้าไปสิ่งแรกที่สะดุดตาก็คือ แท่นแก้วที่บรรจุเอกสารประชามติของประชาชนทั่วประเทศ

อาคารแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2528 มีทั้งหมด2ชั้น ชั้นบนเป็นส่วนของการบริการข้อมูลสารนิเทศ ด้านสาขาวิชารัฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง สังคมศาสตร์ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกัน

ชั้นล่างนอกจากเป็นที่เก็บประชามติของประชาชนทั่วประเทศแล้ว ยังมีภาพกิจกรรมที่แสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่สำคัญหอเฉลิมพระเกียรติแห่งนี้ ยังให้การบริการข้อมูลหนังสือและโสตทัศนวัสดุต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงค์อีกด้วย

ส่วนภายในบริเวณหอสมุดแห่งชาติ ยังสามารถแบ่งย่อมแยกเป็นห้องสมุดอีกหลายห้อง หนึ่งในนั้นคือ “หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9” ใครที่ได้มาสัมผัสจะรู้ได้ทันทีว่านี่คือขุมปัญญาทางดนตรีแจ๊ซ และเพลงพระราชนิพนธ์ ขนาดใหญ่จะเรียกว่าเป็นที่หนึ่งในประเทศไทยคงไม่ผิดนัก หอสมุดดนตรีแห่งนี้สร้างขึ้น ในวโรกาสเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สำหรับผู้จัดตั้งคือคณะดนตรี อ.ส.วันศุกร์ ที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างหอสมุดดนตรีขึ้น เป็นสถานที่ที่สร้างเชื่อมต่อจากอาคารห้องสมุดทูลกระหม่อมสิรินธร ซึ่งอยู่ในบริเวณหอสมุดแห่งชาติ

หอสมุดดนตรีนับเป็นศูนย์รวมข้อมูลเกี่ยวกับเพลงพระราชนิพนธ์ทุกรูปแบบ ซึ่งใครอยากสัมผัสเพลงพระราชนิพนธ์ ภายในแบ่งเป็น3ชั้น ชั้นแรกเป็นส่วนของห้องโถงอเนกประสงค์ ถัดขึ้นมาเป็นส่วนของห้องบริการเพลงพระราชนิพนธ์ ที่นี่เขามีให้ฟังแต่ละเพลงช่างไพเราะยิ่งนัก สมควรยิ่งแล้วที่ได้รับพระราชสมัญญานามว่า “อัครศิลปิน” ชั้นบนสุด เป็นห้องจัดแสดงผลงานด้านต่างๆ ขององค์ในหลวง ตึกมีขนาดกว้าง12 เมตร และยาว 18.50 เมตร

*ทัศนาหอศิลป์เจ้าฟ้า ใกล้ชิดภาพฝีพระหัตถ์

งานจิตรกรรมนับเป็นหนึ่งในงานศิลปะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยมาตั้งแต่ครั้นยังประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยศึกษาด้วยพระองค์เอง ภายหลังขึ้นครองราชย์ทรงเริ่มการเขียนภาพอย่างจริงจัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ศิลปินชั้นนำของไทยเข้าเฝ้าฯถวายคำปรึกษาในการเขียนภาพอยู่เสมอ

สำหรับงานจิตรกรรมที่น่าสนใจส่วนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2 ภาพได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานอนุญาตให้ยืมภาพวาดฝีพระหัตถ์นำมาจัดแสดงอย่างถาวรอยู่ใน พิพิธภัณฑสถาน หอศิลป หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “หอศิลป์เจ้าฟ้า” โดยภาพหนึ่งนั้นเป็นภาพของสตรีไร้ชื่อ ส่วนอีกภาพหนึ่งทรงแสดงถึงความรักในดนตรีที่ไม่ปรากฏชื่อเช่นกัน

“ภาพฝีพระหัตถ์ของพระองค์ท่านนั้น เป็นการวาดโดยสีน้ำมันลงบนพื้นผ้าใบทั้งคู่ สำหรับความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคงจะเป็นเรื่องของโทนสี ภาพแรกจะทรงใช้สีในสีโทนร้อน และฝีแปรงที่ขุ่นหนามีการแสดงออกอย่างอิสระเกี่ยวกับรูปเครื่องดนตรี ภาพนี้เป็นภาพแนวเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ (Expressionism) ที่สะท้อนออกมาให้เห็นถึงรูปธรรมได้ชัดเจน โดยทรงใช้เครื่องดนตรีและนักดนตรีมาประกอบกัน มีการจัดวางองค์ประกอบของภาพที่ยุ่งเหยิงและตัดกันอย่างรุนแรง ภาพนี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงรักงานดนตรีเพียงใด”

สมพจน์ สุขาบูลย์ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานหอศิลป์เจ้าฟ้า อธิบายภาพฝีพระหัตถ์แนวเอ็กซ์เพรสชั่นนิสต์ให้ฟัง ก่อนจะเล่าถึงอีกภาพหนึ่งว่า

“ส่วนอีกภาพหนึ่งนั้นเป็นภาพเหมือน มีการสันนิษฐานกันในวงการว่า เป็นภาพของคุณยายที่ทรงนำมาเป็นนางแบบ และอาจจะเป็นเจ้าพนักงานที่ถวายงานอยู่ในวัง โดยพระองค์ท่านทรงถนัดการวาดภาพเหมือนจริง (Realistic) ภาพนี้ไม่เหมือนภาพแรกตรงที่ต้องคิดหลายชั้น เพราะเป็นภาพกึ่งนามธรรม ที่ผู้ดูต้องพินิจพิเคราะห์ให้ดี ส่วนใครจะคิดตีความว่ายังไง ก็คงแล้วแต่มุมมองทางศิลปะของคนคนนั้น ส่วนในช่วงหลังๆจะพบว่าพระองค์ท่านทรงนิยมงานเป็นศิลปะแบบนามธรรม (Abstractionism)”

นอกจากนี้ สมพจน์ ได้มองว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นยอดฝีมือ เป็นอาจารย์แห่งชาติ ดังนั้นภาพฝีพระหัตถ์จึงเป็นเสมือนตัวแทนความเป็นอาจารย์แห่งชาติของพระองค์ ซึ่งในส่วนของภาพฝีพระหัตถ์ทั้ง 2 นั้นได้ตั้งแสดงมากว่า 20 ปีแล้ว ณ ห้องจิตรกรรมฝีพระหัตถ์

“ขณะนี้หอศิลป์มีคนเข้าชมน้อย โดยผู้ที่เข้าชมส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนนักศึกษา ผมอยากให้คนมาชมงานศิลปะมากันเยอะๆ เพราะจะได้รู้ว่าผลงานเหล่านี้ทรงคุณค่าแค่ไหน โดยเฉพาะภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2 ภาพที่จัดแสดงอยู่ ส่วนภาพฝีพระหัตถ์อื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้ก็กระจายกันออกไปตามพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่ง ทั้งส่วของกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานจะมีการจัดแสดงผลงานจิตรกรรมฝีพระหัตถ์เพื่อเผยแพร่ความเป็นอัครศิลปินของพระองค์ ” 


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: